ชาวน่านภูมิใจในความเป็นหนึ่งเดียว
เรียบเรียง : เชาวนา เขื่นปิง / ภาพประกอบ : น่าน แอ็ดเวนเจอร์
วิหารทรงจตุรมุข วัดภูมินทร์ จ.น่าน
วัดภูมินทร์ เป็นหนึ่งเดียวในล้านนา หนึ่งเดียวในประเทศไทยคือ เอกลักษณ์น่านด้านสถาปัตยกรรม หาที่แห่งใดเปรียบเทียบได้ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เมืองเก่าน่านหรือใจเมืองน่าน
สิ่งที่น่าสนใจ วิหารทรงจตุรมุข หน้าบัน ซุ้มประตูโขง
พระพุทธมหาพรหมอุดมศักยมุนี พระประธานจตุรพักตร์ ประทับบนฐานชุกชี ซึ่งเปรียบได้เป็นฐานขององค์พระมหาเจดีย์ที่มียอดโผล่ขึ้นบนหลังจากเดียวกันของวิหารและพระอุโบสถ์
ภูมิปัญญาทางศิลปะท้องถิ่นที่เป็นตัวแทนต้นแบบที่ได้รับการยอมรับจนถึงปัจจุบัน
ภาพ ปู่ม่าน - ย่าม่าน ในท่วงท่า กระซิบกระซาบความในใจต่อกัน
พญานาคคู่ทำหน้าที่เป็นพาหนะว่ายข้ามทะเลแห่งวัฏสงสาร และบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ในกาลสมัย ในทางพุทธปรัชญา เชื่อว่า มีหน้าที่ปกปักรักษาพระพุทธศาสนา ตราบถึง 5,000 พระวัสสา
หน้าบันและซุ้มประตูโขง มีความหมายแทนเขาพระสุเมรุให้ความหมายว่าทุกท่านที่เดินเข้ามากำลังจะเข้าแดนพุทธภูมิจะต้องผ่านแดนทวยเทพ คนโบราณจึงสมมุติซุ้มประตูโขงเป็นเขาพระสุเมรุ ซึ่งมี 8 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นยอดเขาพระสุเมรุ และมีสัตตบริภัณฑ์ คือภูเขาบริวาลอีก 7 ชั้น ลดลั่นลงมาตามลำดับ ส่วนหางพญานาคที่ขนดอยู่อย่างนี้มีความหมายเจาะจงว่าพญานาคทั้งคู่มีหน้าที่ปกปักรักษาพระพุทธศาสนาตราบถึง 5,000 พระวัสสา
ถ้าหากท่านพาลูกหลานมาเที่ยววัดภูมินทร์ก็อย่าลืมพาไปลอดซุ้ม 4 ซุ้มประตูใต้ท้องพญานาค ซึ่งมีความเชื่อว่าผู้ใดได้ลอดจะไม่ตกอบายมุกทั้ง 4 ( เปรต อสูรกาย เดรัชฉาน นรกภูมิ ) หากเป็นคนต่างถิ่นมนอกจากจะเป็นสิริมงคลแล้วยังเชื่อว่าจะได้กลับมาเมือง น่านอีกครั้ง
เรือแข่ง เมืองน่าน
ประเพณีแข่งเรือจังหวัดน่าน
สุดยอดด้วยอัตตลักษณ์
ยิ่งใหญ่ด้วยภูมิปัญญา
ล้ำค่าด้วยประวัติศาสตร์
หัว-หาง พญานาคราช ชูคออ้าปาก เขี้ยวโง้งน่าเกรงขาม ติดภู่ห้อยแขวนกระดิ่งเสียงไพเราะกังวาล ลำเรือประดับลวดลายพื้นเมืองน่าน หัวเรือปักธงสัญญาลักษณ์ของหมู่บ้านที่ถูกโฉลกกับแม่ย่านางเรือ พริ้วไหวตามสายลม คือหนึ่งเสน่ห์น่าน ที่รวมจิตใจ ของคนในชุมชนเป็นพลังแห่งความสามัคคีของคนต้นน้ำน่าน
แข่งเรือเมืองน่าน สุดยอดการแข่งเรือประเพณีแดนสยามที่ควบคู่มากับประเพณีงานบุญตานก๋วยสลากและงานทอดกฐิน เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ประมาณค่ามิได้ เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักใคร่สามัคคีโดยแท้ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสืบทอดประเพณีอันยิ่งใหญ่นี้ ในวันที่ 5-6 กันยายน และ 16-18 ตุลาคม 2552 ณ.ลำน้ำน่านบริเวณสะพานพัฒนาภาคเหนือ
- จำนวนเรือที่เข้าแข่งขัน 100กว่าลำ มากที่สุดในประเทศไทย
- จำนวนถ้วยรางวัลพระราชทานมากที่สุดถึง 5 ถ้วยรางวัลพระราชทาน
- ใช้เวลาในการแข่งขันถึง 3 วัน
เมือง งาช้างดำ

งาช้างดำ เป็นของโบราณเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง เป็นงาช้าง 1 ข้าง ไม่ได้มีสีดำสนิทอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นงาช้างสีออกน้ำตาลมีครุฑตัวสีน้ำเงินปีกทองแบกงาช้างอยู่อีกที งาช้างกิ่งนี้ไม่ระบุที่มาแน่ชัด แต่จากตำนานที่เล่าสืบต่อมาระบุว่า อดีตเจ้าผู้ครองนครน่านได้มาจากเมืองเชียงตุง ตอนนั้นเชียงตุงมีงาช้างดำ 1 คู่ เลยแบ่งให้นครน่านมา 1 กิ่งเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี เดิมเก็บไว้ใน หอคำหรือวังของเจ้าผู้ครองนคร จนเมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้ายถึงแก่พิราลัย(เสียชีวิต) ในปี พ.ศ. 2474 บุตรหลานของเจ้าผู้ครองนครจึงมอบให้เป็นสมบัติของเมืองน่าน
ส่วนตัวครุฑที่ทำแบกรับงานั้น ทำจากไม้สักทั้งท่อน สร้างเมื่อปี 2469 ช่วงนั้นมีข่าวว่าเจ้าเมืองทางเหนือบางเมืองแข็งข้อก่อการกบฏ เจ้าเมืองน่านจึงให้ทำครุฑขึ้นมาแบกงาช้างดำวัตถุคู่บ้านคู่เมืองเพื่อเป็นการแสดงสัญลักษณ์ให้เห็นว่า นครน่านในยุคนั้นยังจงรักภักดีต่อกรุงราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์อยู่ไม่เสื่อมคลาย
งาช้างดำนี้มีความเชื่อว่า ถ้าใครไปเก็บไว้ในครอบครองแล้วจะเกิดอาเพศ แต่ถ้าเมืองไหนมีไว้เป็นของส่วนรวม จะถือเป็นวัตถุมงคลที่เกิดผลดีต่อบ้านเมืองนั้น จากข้อมูลของนักวิชาการที่ศึกษางาช้างดำกิ่งนี้พบว่าเป็นงาช้างตันที่ถูกดึงมาทั้งยวงจากตัวช้าง งาช้างมีอายุหลายร้อยปี ส่วนตัวช้างเจ้าของงาน่าจะมีอายุอยู่ประมาณ 60 ปี นักวิชาการสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นงาข้างซ้ายเพราะดูจากลักษณะการเสียดสีของปลายงา รูปลักษณะของงาเป็นงาปลี วัดโดยรอบตรงโคนโต 47 เซนติเมตร ยาว 94 เซนติเมตร น้ำหนัก 18 กิโลกรัม สีน้ำตาลไหม้เกือบเป็นสีดำ ข้างในกลวงตอนโคนลึกเพียง 14 เซนติเมตร จึงถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง จะตกไปเป็นเอกสิทธิ์ของเอกชนคนใดไม่ได้ และต้องถือว่า เป็นของคู่บ้านคู่เมืองน่านตลอดไป เดิมงาช้างกิ่งนี้ เก็บรักษาไว้ในศาลากลางจังหวัดน่าน ต่อมากรมศิลป์ได้รับมอบให้นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ฯน่าน เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2525
ดอกชมพู ภูคา
นิสารัชต์ นิลสว่าง สปชส.น่าน เรียบเรียง 6 มีนาคม 2552
หากจะเอ่ยถึงอุทยานแห่งชาติทางภาคเหนือ อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน ถือได้ว่าเป็นหนึ่งอุทยานแห่งชาติที่กำลังมาแรง ที่นักท่องเที่ยวหลายคนอยากเดินทางมาสัมผัสธรรมชาติอันงดงามที่ยังคงความสงบและเยือกเย็นแม้จะย่างก้าวเข้าสู่ต้นฤดูร้อนแล้วก็ตาม
อุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีพื้นที่ ที่ทำการอยู่ที่ อำเภอปัว จังหวัดน่าน มีพื้นที่ครอบคลุมในท้องที่ 8 อำเภอของจังหวัดน่าน ได้แก่ อำเภอปัว อำเภอท่าวังผา อำเภอทุ่งช้าง อำเภอเชียงกลาง อำเภอบ่อเกลือ อำเภอสันติสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และ อำเภอแม่จริม ซึ่งมีพื้นที่ทั้งหมด 1,704 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,065,000 ไร่ จุดสูงสุดของอุทยานแห่งชาติดอยภูคาอยู่ที่ยอดเขาดงหญ้าหวาย มีความสูง 1,939 เมตร อุทยานแห่งชาติดอยภูคานับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดน่าน โดยมีจุดเด่นทางธรรมชาติที่น่าสนใจคือ ดอกชมพูภูคา ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้หายากและมีที่แห่งนี้ที่เดียวในประเทศไทย อีกทั้งมีแห่งเดียวในโลก
ชมพูภูคา มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ : Bretschneidera sinensis Hemsl. เป็นต้นไม้อยุ่ในวงศ์ : BRETSCHNEIDERACEAE ชมพูภูคา เป็นพันธุ์ไม้หายากที่ใกล้สูญพันธุ์ของโลก ซึ่งปัจจุบันมีรายงานการค้นพบในโลกเพียงที่เดียวคือที่ อุทยานแห่งชาติดอยภูคาโดยเมื่อเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาเคยมีรายงานการสำรวจพบต้นชมพูภูคาทางตอนใต้ของประเทศจีนและทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม จากนั้นก็ไม่มีรายงานการค้นพบต้นไม้ชนิดนี้อีกเลย ทำให้มีการคาดการณ์ว่าอาจจะสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ไปแล้ว จนในปี พ.ศ. 2532 ดร.ธวัชชัย สันติสุข นักพฤกษศาสตร์ได้ค้นพบต้นชมพูภูคาอีกครั้งที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา
ชมพูภูคา เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 15-25 เมตร จะเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณป่าดงดิบ ตามไหล่เขาสูงชันที่มีความสูงตั้งแต่ 1,200 เมตรขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล และมีความชื้นของอากาศสูง มีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีค่อนต่ำ สำหรับลักษณะทั่วไปของ "ต้นชมพูภูคา" จะมีเปลือกเรียบสีเทา ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวมีใบย่อยรูปไข่แกมรูปใบหอก ปลายใบแหลมยาว แผ่นใบด้านล่างมีนวลสีขาว ส่วนดอกเมื่อบานจะมีลักษณะคล้ายรูประฆัง กลีบดอกด้านนอกมีสีชมพูจางขาว และกลีบดอกด้านในมีสีชมพูลายเส้นสีม่วง ชูช่อเป็นพวงใหญ่ จะออกช่อบานระหว่างเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม ของทุกปี และในหนึ่งมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ปีนี้ (พ.ศ. 2552) ดอกชมพูภูคาช่อแรกเริ่มบานตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2552 ใช้ระยะเวลาบานประมาณหนึ่งเดือน จุดที่สามารถชม ดอกชมพูภูคา มีหลายแห่ง สำหรับคนที่ชอบเดินป่าควรใช้เส้นทางศึกษาธรรมชาติภายในเขตอุทยานฯ แต่หากชอบความสะดวกสบาย บริเวณ ศาลเจ้าหลวงภูคา ซึ่งอยู่บนถนนระหว่างอำเภอปัวและอำเภอบ่อเกลือ
นายพูนสถิตย์ วงศ์สวัสดิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา เล่าให้ทีมงานฟังว่า อุทยานแห่งชาติดอย ภูคายังคงมีธรรมชาติที่สมบูรณ์ มีทัศนียภาพที่งดงาม ทั้งในยามเช้าและยามเย็น นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสแสงแรกแห่งตะวันที่จุดชมวิวสูงสุด 1,684 เมตร ของถนนสายปัว-บ่อเกลือ และชมความงามของพระอาทิตย์ที่ลานดูดาว ในเขตอุทยานฯ หรือเส้นทางระหว่างอำเภอปัวกับอำเภอบ่อเกลือก่อนขึ้นสู่ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยภูคา
นอกจากชมความงามทางธรรมชาติแล้ว นักท่องเที่ยวควรท่องเที่ยวในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ จะพบเห็นพันธุ์ไม้แปลกตา ได้แก่ เต่าร้างยักษ์หรือเต่าร้างน่านเจ้า จำปีช้าง ปาหนันยักษ์ ค้อเชียงดาว ก่วมภูคา รางจืดภูคา คัดเค้าภูคา ในเขตป่าดึกดำบรรพ์
ในส่วนเรื่องของที่พักนั้นนักท่องเที่ยวสามารถจองบ้านพักของอุทยานฯได้ ทางเว็บไซด์ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช สอบถามรายละเอียดจากสำนักงานที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยภูคาได้ทางโทรศัพท์หมายเลข 0-5470-1000 นอกจากนี้ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอปัวยังมีโรงแรมและรีสอร์ทไว้ให้บริการเป็นจำนวนมาก
" ดอกชมพูภูคา" ถือได้ว่าเป็นจุดสนใจที่สำคัญที่สุดของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา หากใครที่เดินทางมาเยือนอุทยานแห่งดอยภูคาแล้วไม่ได้ชื่นชมกับดอกชมพูภูคาถือได้ว่ายังมาไม่ถึงดอยภูคาอย่างแน่นอน
@@@@@@@@@@ อ้างอิง ..สัมภาษณ์ นายพูนสถิตย์ วงศ์สวัสดิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยภูคา
--------------------------------------------------------------------------------
สำนัก 708 ฐานที่มั้นสุดท้ายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
"ภูพยัคฆ์ เป็นดินแดนแห่งความสงบ ของชนเผ่าลั๊วะ พื้นที่ดังกล่าวอยู่ใต้เทือกเขาผีปันน้ำ กั้นเขตแดนระหว่างไทย-ลาว หลักกิโลเมตรที่ 30 เป็นดินแดนแห่งร่องรอยของสมรภูมิรบเก่า เป็นที่ตั้งของศูนย์บัญชาการรบ ที่ควบคุมพื้นที่การรบทุกพื้นที่ผมได้สัมผัสกับที่นั่นเสมือนอยู่ท่ามกลางฝูงผีเสื้อโบยบินอยู่ในห้วงของแมกไม้สายธารแห่งความสมบูรณ์ของผืนป่า ที่มีธรรมชาติอันงดงาม ที่ได้สร้างสรรค์ไว้เป็นตัวกำหนดได้อย่างลงตัว จึงทำให้ที่นั่นกลายเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มคอมมิวนิสต์ สมัยก่อนผู้ที่จะเดินทางไปน้ำช้างน้ำรี ต้องขึ้น ฮ. (เครื่องบิน) ไป แต่เดี๋ยวนี้ถนนหนทางสะดวกสบายภูพยัคฆ์ อยู่ห่างจากโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์น่าน ประมาณ 245กิโลเมตร เดิมชื่อ ภูผายักษ์บนยอดภูเป็นหินผาสวยงาม มีสภาพเป็นป่าดิบและเป็นดงเสือ จึงได้ชื่อว่า ภูพยัคฆ์ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,500 เมตร เคยเป็นที่ปลูกฝิ่นของราษฏรชาวไทยภูเขา ก่อนปี 2523 เคยเป็นสมรภูมิรบ ระหว่างทหารไทยกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เป็นดินแดนลี้ลับที่เกิดเหตุการณ์ประหลาดเหนือความคาดหมายของบุคคลทั่วไปหลายคนที่เดินขึ้นป่าภูพยัคฆ์ เพื่อพิสูจน์หรือท้าท้าย อำนาจเร้นลับ มักจะหายสาบสูญไม่มีใครพบเห็นอีกเลย เสมือนว่ายังมีวิญญาณของยักษ์คอยเฝ้าระวังและลงโทษ ผู้ที่ไม่เคารพยำเกรงดินแดนแห่งนี้
การเดินทางไปได้ 2 เส้นทางคือ
1. ทางแรก จาก จ.น่านไปทาง อ.เฉลิมพระเกียรติ ถึงภูพยัคฆ์ ระยะทาง180 กม.
2. ทางที่สอง จาก จ.น่าน ไปทาง อ.บ่อเกลือ ถึงภูพยัคฆ์ระยะทาง 230 กม.
บัดนี้ ภูพยัคฆ์ได้เปลี่ยนจากสมรภูมิรบแหล่งวางกับดักระเบิดเป็นสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ พัฒนาให้ราษฏรชายไทยภูเขา ได้มีอาชีพเกษตรตามหลักวิชาการแผนใหม่ ทดแทนการทำไร่เลื่อนลอยอยู่อย่างเศรษฐกิจพอเพียง ให้คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน ให้ราษฏรชาวไทยภูเขามีจิตสำนึกและมีส่วนร่วมในการฟื้นฟู พัฒนาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่มีคุณภาพเป็นป่าที่สมบูรณ์ พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สร้างงานสร้างรายได้ให้ราษฏรในพื้นที่ เป็นสถานีตัวอย่างในการขยายผลผลิตทางการเกษตรโดยเฉพาะพืชเมืองหนาวมีอนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ ท่านนายกฯเป็นประธานในพิธีเปิด
การสร้างหอรำลึกขึ้นก็เพื่อที่จะได้ระลึกถึงอดีตสมัยที่บ้านเมืองตกอยู่ในอำนาจเผด็จการ และความคิดเห็นที่แตกต่างกันในการพัฒนาประเทศ ได้นำมาซึ่งความรุนแรงในสังคม
"การมารำลึกเหตุการณ์ไม่ใช่การรื้อฟื้นความขัดแย้ง แต่เป็นการใช้ความทรงจำมาเก็บรับบทเรียนสร้างความร่วมมือกันระหว่างผู้คนในประเทศ เพื่อสร้างสรรค์ประเทศไทยที่เจริญก้าวหน้าร่วมกัน" พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวตอบด้วยข้อความว่า "...ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานับเป็นบทเรียนอันมีค่าของพวกเราทุกคน ที่ได้รับทราบถึงปัญหา ถึงความเดือดร้อน ถึงความไม่เป็นธรรมในอดีตที่ผ่านมา จนถึงกับต้องมีการจับอาวุธขึ้นต่อสู้ระหว่างคนไทยด้วยกันเอง นับว่าเป็นบทเรียนที่มีค่าเป็นอย่างยิ่งในช่วงชีวิตของพวกเรา ผมได้เคยพูดเสมอว่า บทเรียนที่มีค่ายิ่งอันนี้ไม่ควรที่จะบังเกิดขึ้นอีกในบ้านเมืองของเรา" อนุสรณ์สถานจะกล่าวถึงประวัติความเป็นมาและความขัดแย้งระหว่างประชาชนและอำนาจรัฐในสมัยนั้น ก่อนที่ประชาชนจะเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์และจับปืนขึ้นต่อสู้กับทหารในที่สุด
อนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ตั้งอยู่บนเนินเขาลูกเล็ก ๆ ในหมู่บ้านน้ำรีพัฒนา ท่ามกลางภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน อยู่ใกล้กับนาขั้นบันไดของสำนัก 708 หรือที่ตั้งของศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต อีกทั้งยังไม่ไกลจากสำนัก 61 หรืออดีตที่ตั้งของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยมากนัก อนุสรณ์สถานภูพยัคฆ์ ประกอบด้วยอาคารจัดแสดง 2 หลัง
อาคารประวัติศาสตร์ประชาชน เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนชั้นเดียว พื้นที่ตรงกลางด้านในออกแบบเป็นแท่งคอนกรีตทรงกระบอก ผนังภายมีชั้นวางอัฐิของสหายผู้เสียสละชีพ ส่วนผนังด้านนอกจารึกรายชื่อสหายผู้เสียสละ พื้นที่ว่างโดยรอบ เป็นป้ายนิทรรศการที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์ความเป็นมาของฐานที่มั่นจังหวัดน่าน ผู้บุกเบิกสร้างฐานที่มั่น แสดงรูปภาพของพันโทโพยม จุลลานนท์(ลุงคำตัน) ลุงมิ่ง อดีตสส. ภาคใต้ที่เข้าป่าจังหวัดน่าน และส.บุญชัย ผู้บุกเบิกน่าน ระบบภาษีภูดอยที่ไม่เป็นธรรมอันกลายเป็นสาเหตุจูงใจที่ทำให้ชาวเขาทั้งม้ง ลัวะ เข้าร่วมกับพลพรรคคอมมิวนิสต์ กบฎผีบุญบ้านห้วยชนิน แผนที่แสดงภูมิประเทศและเขตงานในฐานที่มั่น การปกครองในฐานที่มั่น และการสิ้นสุดของฐานที่มั่นจังหวัดน่าน การนำเสนอในนิทรรศการนี้มีทั้งภาพถ่ายเก่าของบรรดาสหาย และภาพถ่ายลูกหลานของผู้เข้าร่วมที่ยังมีชีวิตและบอกเล่าเรื่องราวของบุพการี เรื่องราวทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ในพื้นที่เหล่านี้ ผู้ก่อตั้งต้องการเล่าข้อเท็จจริงเพื่อสรุปบทเรียนในอดีต และถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งเป็นมุมมองที่แตกต่างจากประวัติศาสตร์แบบราชการที่หลาย ๆ คนเคยทราบ
อาคารพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ม้ง-ลัวะ เป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นล่างจัดแสดงประวัติศาสตร์ ชีวิตวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ม้ง-ลัวะ โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกแสดงข้าวของ เครื่องมือเครื่องใช้ ที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบในพื้นที่ อาทิ เสื้อผ้า ภาพถ่ายเก่า เครื่องมือแพทย์สนาม หม้อ ช้อนที่ทำจากปีกเฮลิคอปเตอร์ กาน้ำ ขวดน้ำ หม้อสนาม เป้ พิมพ์ดีด วิทยุ ลูกระเบิด เป็นต้น ส่วนที่สอง จำลองบ้านของชาวม้ง และชาวลัวะ พร้อมหุ่นจำลองมาจัดแสดงไว้ ภายในบ้านจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าว ทั้งของใช้ในครัว อุปกรณ์ทำมาหากิน เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจวิถีวัฒนธรรมชาวม้งและชาวลัวะยิ่งขึ้น มีป้ายคำอธิบายพร้อมภาพประกอบเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา การตั้งถิ่นฐาน วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และพิธีกรรมของชนเผ่านั้น ๆ ข้าวของส่วนใหญ่ได้รับการบริจาคมาจากสหายในเขตงานน่าน และบรรดาพี่น้องชนเผ่าม้งและลัวะในจังหวัดน่าน ส่วนชั้นบน จำลองห้องประชุมการประชุมสภาประชาชนในอดีต โดยทางคณะผู้ก่อตั้งมีตั้งใจจะให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากห้องประชุมนี้ได้ด้วย ทั้งเป็นที่ฝึกอบรมอาชีพ ฝึกอบรมเกษตรกรรมทางเลือก ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องต่อยอดกันต่อไป

เห็นอยู่ไกลลิบ คือ สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ภูพยัคฆ์
ปัจจุบัน พื้นที่บริเวณนี้มีประชาชนอาศัยอยู่ราว 800 คน ทั้งทางอาชีพและชีวิตความเป็นอยู่จากหลายหน่วยงาน ที่จะต้องกล่าวถึงคือผลงานของสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ภูพยัคฆ์ โดยมีหัวหน้าสัมฤทธิ์ บัวเพ็ชร์ ซึ่งมาเกาะติดสร้างความเจริญให้กับพื้นที่นี้หลังไฟปฏิวัติมอดเชื้อลงแล้ว เป็นเวลากว่า 13 ปี ได้ส่งเสริมการเพาะปลูกด้วยวิธีเกษตรธรรมชาติ พัฒนาแหล่งต้นน้ำภูพยัคฆ์เชิงอนุรักษ์ตามพระราชเสาวนีย์ จนสามารถผลิตเป็นน้ำดื่ม "ภูพยัคฆ์" บรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน ปัจจุบันนี้สนองแก่หน่วยราชการทั่วทั้งจังหวัดน่าน หัวหน้าสัมฤทธิ์ยังใจดีเอื้อที่พักอาศัยให้แก่ผู้เดินทางผ่านมาท่องเที่ยว พร้อมฝึกฝนชาวบ้านบางส่วนให้รู้จักการบริการอาหารให้อีกด้วย

ถัดสูงขึ้นไปใกล้ยอดภูพยัคฆ์ เป็นที่ตั้งของ "สำนัก 708" ซึ่งเป็นอดีตสำนักงานศูนย์บัญชาการของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เมื่อเสร็จจากพิธีเปิดหอรำลึก และวางช่อดอกไม้เคารพดวงวิญญาณผู้เสียสละชีวิตในหอแห่งนั้นแล้ว พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีโอกาสเดินทางขึ้นไปถึงสำนัก 708 ซึ่งสมัยหนึ่ง พ.ท.โพยม จุลานนท์ บิดาของ พล.อ.สุรยุทธ์ในฐานะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้พักอาศัยอยู่ในสำนักนี้ เพื่อบัญชาการการสู้รบของ พคท. พร้อมๆ กับที่ พล.อ.สุรยุทธ์ในสมัยนั้นได้ทำหน้าที่เป็นนายทหารระดับสูงของทางการ ดำเนินการสู้รบกับ พคท.